Healthy Corner
Views  660
พุทธธรรมบำบัดโรค โดย นพ.แพทย์พงษ์ วรพงศ์พิเชษฐ

 

 

 

 

คนในยุคปัจจุบันนี้กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ๆ อยู่ 2ประการ กล่าวคือ

 

ประการที่ 1ปัญหาทางร่างกาย ทุกวันนี้คนเจ็บป่วยกันมาก เช่น โรคเส้นเลือดหัวใจและสมองตีบ โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคกระเพาะอาหาร โรคข้อและกระดูกเสื่อม โรคหอบหืด โรคติดเชื้อต่างๆ ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย  (Chronic degenerative disease) ซึ่งโรคเหล่านี้ เกิดจากสาเหตุหลายๆอย่างรวมกัน (multifaceted chronic condition) ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินวิถีชีวิตในยุคปัจจุบันซึ่งมีความเร่งรีบ มีการแข่งขันสูง มีความเครียดสูง อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะเป็นพิษมากขึ้น ทั้งอากาศ อาหาร มีการบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น รับประทานผักผลไม้น้อยลง มีเวลาออกกำลังกายน้อยลง เป็นต้น อาจเรียกโรคในกลุ่มนี้ว่า โรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิต

 

ประการที่ 2ปัญหาทางจิต คนในยุคปัจจุบันต้องเผชิญกับปัญหาของความเครียดกันอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากสาเหตุต่างๆ เช่น จากปัญหาในการทำงาน ปัญหาในครอบครัว ปัญหาเรื่องความรัก ปัญหาเรื่องการเรียน ปัญหาเรื่องหนี้สิน ปัญหาการว่างงาน ปัญหาทางเศรษฐกิจต่างๆ ปัญหาเหล่านี้นำมาซึ่งความทุกข์ ความเดือดร้อนใจ เกิดความเครียด ความซึมเศร้า อันเป็นเหตุให้เกิดปัญหาฆ่าตัวตาย ปัญหาการฆ่าผู้อื่นตาย ดังเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์เป็นประจำ

 

ปัญหาทั้งสองประการนี้ มีรากเหง้าที่สำคัญมาจากสภาวะทางจิตใจเป็นส่วนใหญ่ อารมณ์ในทางลบคือ ความเครียด ความโกรธ ความซึมเศร้า ทำให้เกิดโรคต่างๆขึ้น สรีรวิทยาของความเครียดซึ่งทำให้ทราบว่าความเครียดทำให้เกิดโรคได้อย่างไร

 

การศึกษาของ Walter B. Cannon ศาสตราจารย์ทางสรีรวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด พบว่า Catecholamines ในกระแสเลือดสูงขึ้นในแมวที่เผชิญหน้ากับสุนัขที่กำลังเห่า เขาพบว่าCatecholamines มาจากประสาท Sympathetic และต่อมหมวกไต (Adrenaline medalla) เขาพบว่า ถ้ามีการกระตุ้นต่อมหมวกไตก็จะมีการหลั่งสารพวก Catecholamines คือ Adrenaline และ Noradrenaline ออกมาในกระแสเลือด เขาพบว่าสารเหล่านี้มีผลทำให้มีการนำเอาน้ำตาลในเลือดมายังกล้ามเนื้อเพื่อใช้ต่อสู้กับความเครียดที่เกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในมนุษย์ก็มีลักษณะเดียวกับสัตว์ทดลอง นอกจากนั้น Selye ยังพบในเวลาต่อมาว่า ความเครียดทำให้ต่อมหมวกไตส่วน Adrenal cortex ยังหลั่งสาร Glucorticoids ออกมาด้วย

สารเคมีเหล่านี้ทำให้เกิดผลต่อร่างกาย กล่าวคือ ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ชีพจรเต้นเร็วขึ้น การหายใจเร็วขึ้น ความตึงตัวของกล้ามเนื้อมากขึ้น เลือดไหลมาเลี้ยงกล้ามเนื้อมากขึ้น คลื่นสมองไม่เป็นระเบียบ ปฏิกิริยานี้เรียกว่า ปฏิกิริยาสู้หรือหนี (Fight and Flight Response) ถ้าปฏิกิริยานี้เกิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นเรื้อรังก็จะทำให้เกิดโรคต่างๆขึ้น เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคหอบหืด โรคเบาหวาน โรคลำไส้ โรคภูมิแพ้ โรคมะเร็ง โรคข้อรูมาตอยด์ เป็นต้น

 

ในขณะเดียวกันสาร Glucocorticoids ที่หลั่งออกมาในเวลาเครียด มีผลในการกดภูมิคุ้มกันด้วย ดังนั้น ผู้ที่มีความเครียดจึงติดเชื้อได้ง่าย มีงานวิจัยพบว่า ในคนที่เครียดจะทำให้ติดเชื้อหวัดได้มากขึ้น หรือในผู้ป่วยที่สูญเสียคู่ครองที่อยู่กันมานานจะมีอัตราตายจากการเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ สูงขึ้น

 

ต่อมา เฮอร์เบอร์ต เบนสัน (Herbert Benson) ศาสตราจารย์ทางอายุรศาสตร์ แห่งโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาด ได้ทำการทดลองในอาสาสมัครที่ฝึกสมาธิแบบที เอ็ม (Trancendental Meditation) จนชำนาญ โดยให้อาสาสมัครเหล่านี้ทำสมาธิจนจิตสงบนิ่ง พบว่า ความดันโลหิตลดลง อัตราการเต้นของหัวใจลดลง อัตราการหายใจลดลง ความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลง คลื่นสมองช้าลงและเป็นระเบียบขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับปฏิกิริยาสู้แล้วถอยที่เกิดจากความเครียด ท่านจึงเรียกว่า ผลของความผ่อนคลาย (Relaxation Response) ซึ่งการค้นพบนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษาเรื่องของสมาธิบำบัดโรคในเวลาต่อมา

 

ประโยชน์ของสมาธิต่อสุขภาพ

อารมณ์เครียด อารมณ์โกรธ เป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรค โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง โรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด โรคเครียด โรคนอนไม่หลับ โรคผิวหนังเรื้อรัง เช่น โรคเรื้อนกวาง (Psoriasis) อาการคันเรื้อรัง ลมพิษเรื้อรัง โรคภูมิแพ้เนื้อเยื่อตนเอง (Autoimmune diseases) โรคเหล่านี้การแพทย์แผนปัจจุบัน ยังรักษาได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร คนไข้ยังต้องรักษาด้วยการกินยาตลอดชีวิต ไม่หายขาด ทั้งนี้เนื่องจากโรคเหล่านี้เกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการพร้อมๆกัน และเรื่องของจิตใจเป็นสาเหตุที่สำคัญ ซึ่งการรักษาแบบการแพทย์แผนปัจจุบันขาดส่วนนี้ไป โรคเหล่านี้ต้องเน้นการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ ขจัดปัจจัยเสี่ยง ถ้ารอให้เป็นโรคแล้วค่อยมารักษาภายหลังจะได้ผลไม่ดี ไม่สามารถรักษาให้เหมือนเดิมได้ ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก เสียเวลามาก

 

การนำสมาธิมารักษาโรคนั้น ศาสตราจารย์เฮอร์เบอร์ต เบนสัน ได้ศึกษาไว้อย่างมาก ท่านได้ทำการวิจัยมาเป็นเวลา 30ปี โดยตั้งสถาบันวิจัยทางกายและจิตขึ้นที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาด (Mind/Body medical institute) นอกจากท่านจะมีความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่แล้ว ท่านยังมีความรู้ทางพุทธศาสนา และปรัชญาอย่างลึกซึ้ง ผลงานวิจัยของท่านชิ้นหนึ่งพบว่าคนไข้ที่มารอตรวจอยู่ที่แผนกผู้ป่วยนอกนั้น ร้อยละ 60 – 90เป็นโรคที่มีสาเหตุสำคัญมาจากความเครียด (Stress related) หรือ มีสาเหตุทางจิตใจเป็นส่วนมากท่านจึงศึกษาต่อโดยนำคนไข้เหล่านี้ มาฝึกให้เกิดความผ่อนคลาย โดยการให้ทำหลายวิธี เช่น การสวดมนต์ การฝึกความผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การฝึกโยคะ สมาธิ การฝึกไทเก๊ก จี้กง การเจริญสติที่เท้าในการเดินหรือวิ่งออกกำลังกาย หรือในการถักนิ้ตติ้งหรือโครเชท์ การฝึกสมาธิในท่ายืน เดิน นั่ง นอน ในอิริยาบถในชีวิตประจำวัน เช่น รับประทานอาหาร การขับถ่าย เป็นต้น จะช่วยให้เกิดความผ่อนคลายได้มาก

 

สถาบันทางกายและจิต ที่ศาสตราจารย์เฮอร์เบอร์ต เบนสัน และทีมงานได้ทำการวิจัยในเวลาต่อมาในการใช้สมาธิรักษาโรค มีผลงานที่น่าสนใจดังนี้

การศึกษาในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง พบว่า 80%ของผู้ป่วยความดันลดลง ลดยาลงได้ และ 16%สามารถหยุดยาได้ งานวิจัยนี้ทำติดต่อกัน 3ปี

 

การศึกษาในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง พบว่าอาการปวดลดลง การเคลื่อนไหวได้มากขึ้น ความเครียดน้อยลง อาการซึมน้อยลง หลังจากเข้ารับการฝึกหัด 6เดือน ผู้ป่วยต้องการการดูแลจากแพทย์น้อยลง

 

การศึกษาในผู้ป่วยนอนไม่หลับ (Sleep – onset insomnia) พบว่า 58%ของผู้ป่วย การนอนหลับดีขึ้นหลังฝึกหัดไปได้ 6เดือน 91%ใช้ยาลดลงหรือหยุดยาได้

 

การศึกษาในผู้ป่วยมีบุตรยาก โดยไม่ทราบสาเหตุ พบว่า 42%ตั้งครรภ์ได้ และ 38%คลอดบุตรออกมาปกติ ผู้ป่วยลดอาการเครียด ซึมเศร้า และความรู้สึกโกรธระหว่างตั้งครรภ์ลงได้

 

การศึกษาในผู้ป่วยโรคทางกายซึ่งมีสาเหตุมาจากจิตใจ (Psychosomatic disorders) ซึ่งต้องไปพบแพทย์บ่อยๆเมื่อมีอาการ พบว่าสามารถลดการไปพบแพทย์ลงได้ 50%

 

การศึกษาในสตรีที่มีอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome PMN) พบว่าอาการลดลง 57%คนไข้ที่มีอาการมาก จะได้ผลดีในการฝึกความผ่อนคลาย

 

การศึกษาในผู้ป่วยที่มีอาการเครียดและอาการซึมเศร้า พบว่า อาการต่างๆ ลดน้อยลง

 

การศึกษาในผู้ป่วยที่ต้องได้รับการเอกซเรย์ ซึ่งก่อให้เกิดความเจ็บปวด ผู้ป่วยจะมีอาการปวดและมีความกังวลใจน้อยลง การใช้ยาระงับอาการปวดหรือระงับความเครียดลดลงหนึ่งในสาม

 

การศึกษาผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจแบบเปิด (Open – heart surgery) พบว่าผู้ป่วยเกิดอาการหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะน้อยลง และมีความวิตกกังวลในการผ่าตัดน้อยลง

 

ผลงานของ ดร.เบนสัน และคณะ ได้ศึกษาโดยให้ผู้ป่วยฝึกความผ่อนคลาย ฝึกสมาธิ พบว่า ช่วยให้โรคต่างๆ ดีขึ้นมาก โรคเหล่านี้มีสาเหตุมาจากจิตใจเป็นส่วนประกอบสำคัญ

 

 

ที่มา: dtam.moph.go.th